เครื่องคำนวณเงินเดือนสุทธิในประเทศไทย
ไม่แน่ใจว่าเงินเดือนหลังหักภาษีและประกันสังคมแล้วจะเหลือเท่าไร? ใช้เครื่องคำนวณเงินเดือนสุทธิ เพียงกรอกเงินเดือน ระบบจะคำนวณรายได้สุทธิต่อเดือนและต่อปีให้คุณทันที
ข้อมูลรายได้และสิทธิลดหย่อน
เงินเดือนสุทธิ
ต่อเดือนรายละเอียดการหัก
สรุปการคำนวณภาษีรายปี
ทำความเข้าใจการคำนวณภาษี
เรียนรู้หลักการคำนวณเงินเดือนสุทธิ ประกันสังคม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างละเอียด
สูตรหลักในการคำนวณเงินเดือนสุทธิ:
เงินเดือนสุทธิ = เงินเดือนก่อนหัก - ประกันสังคม - ภาษีเงินได้ - กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
การคำนวณภาษีเงินได้ต้องพิจารณาจากเงินได้สุทธิทั้งปี หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ แล้วนำไปคำนวณตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได
- • เพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเพิ่มจาก 15,000 เป็น 17,500 บาท
- • อัตราสมทบคงเดิม: ลูกจ้าง 5% และนายจ้าง 5%
- • เงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มจาก 750 เป็น 875 บาท
- • เงินสมทบสูงสุดต่อปี: 10,500 บาท
- ค่าใช้จ่าย (50% ของรายได้) สูงสุด 100,000 บาท
- ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ประกันสังคม (ตามจริง) สูงสุด 10,500 บาท
- ค่าเลี้ยงดูบุตร 30,000 บาท/คน
- อุปการะบิดามารดา 30,000 บาท/คน
- เบี้ยประกันชีวิต สูงสุด 100,000 บาท
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เป็นการออมภาคสมัครใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
- • อัตราสมทบ: 2% - 15% ของเงินเดือน (ตามข้อตกลงกับนายจ้าง)
- • นายจ้างสมทบเท่ากันหรือมากกว่าลูกจ้าง
- • ส่วนที่ลูกจ้างจ่ายสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
- • ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท (รวมกับกองทุนอื่นๆ)
💡 เคล็ดลับ: หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรเข้าร่วมเพราะเป็นการออมที่นายจ้างช่วยสมทบและได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย
ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ประเทศไทยใช้ระบบภาษีแบบขั้นบันได (Progressive Tax) โดยคำนวณจากเงินได้สุทธิทั้งปี
ยกเว้นภาษี
ผู้มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเทียบเท่ากับรายได้รวมประมาณ 310,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 25,833 บาทต่อเดือน (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนพื้นฐาน)
ตัวอย่างการคำนวณ
เงินได้สุทธิ 500,000 บาท: ภาษี = 0 + 7,500 + 20,000 = 27,500 บาท
คำนวณจาก: (150,000×0%) + (150,000×5%) + (200,000×10%)
FAQ คำถามเกี่ยวกับภาษีและเงินเดือน
รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณภาษีเงินได้และประกันสังคมในประเทศไทย
หากมีเพียงค่าลดหย่อนพื้นฐาน (ค่าใช้จ่าย + ลดหย่อนส่วนตัว + ประกันสังคม) จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีรายได้รวมทั้งปีเกินประมาณ 310,000 บาท หรือประมาณ 25,833 บาทต่อเดือน โดยเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาท และสูงสุดต่อปี 10,500 บาท (จากเดิม 9,000 บาท) อัตราสมทบยังคงเดิมที่ 5% ทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เป็นกองทุนออมเงินเพื่อการเกษียณ โดยทั้งนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสมทบในอัตรา 2-15% ของเงินเดือน หากบริษัทมีให้ ควรเข้าร่วมเพราะได้เงินสมทบจากนายจ้างฟรี และเงินส่วนที่คุณจ่ายสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาทต่อปี (รวมกับกองทุนอื่นๆ)
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่นายจ้างหักไว้ล่วงหน้าทุกเดือน โดยประมาณการจากเงินเดือนทั้งปี เมื่อถึงเวลายื่นแบบภาษี (มี.ค.) คุณต้องคำนวณภาษีจริงจากรายได้และค่าลดหย่อนทั้งหมด หากหักไว้มากกว่าจะได้คืนภาษี หากน้อยกว่าต้องจ่ายเพิ่ม
ยังมีค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่คุณอาจมีสิทธิ์ได้แก่: ประกันสุขภาพ (สูงสุด 25,000 บาท), ดอกเบี้ยบ้าน (สูงสุด 100,000 บาท), กองทุน RMF/SSF (ตามเงื่อนไข), เงินบริจาคการศึกษา/สาธารณกุศล (ลดหย่อน 2 เท่า), ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร (สูงสุด 60,000 บาท), Easy E-Receipt (ตามประกาศแต่ละปี) เป็นต้น
กำหนดยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) คือภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป แต่หากยื่นทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรจะได้รับการขยายเวลาถึงวันที่ 8 เมษายน การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้าจะมีค่าปรับและเงินเพิ่ม
หากมีรายได้จากหลายแหล่ง (เช่น งานประจำ + ฟรีแลนซ์) ต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมกันในการคำนวณภาษีประจำปี รายได้แต่ละประเภทอาจมีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกัน เช่น เงินเดือนหักได้ 50% (สูงสุด 100,000) แต่ค่าจ้างทำของอาจเลือกหักตามจริงหรืออัตราเหมา
เครื่องคำนวณนี้ใช้สูตรและอัตราภาษีตามกฎหมายปี 2026 ผลลัพธ์เป็นการประมาณการเพื่อการวางแผน ภาษีจริงอาจต่างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะบุคคล ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรสำหรับการคำนวณที่แม่นยำและการยื่นภาษีจริง
ยังมีคำถามเพิ่มเติม?
ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่กรมสรรพากร